เข้าสูระบบ สมัครสมาชิก

สาระน่ารู้

การจัดฟันคืออะไร และประเภทของผู้ที่ควรได้รับการจัดฟัน


Credit : http://pleasehealth.com

การจัดฟันนับเป็นการรักษาที่เราเรียกกัน ว่า Elective treatment หมายความว่า โดยทั่วไป ถ้าไม่จัดก็ไม่ได้มีอันตรายต่อชีวิต เราสามารถแบ่งผู้ป่วยได้ออกเป็น 2 ประเภทคือ

- กลุ่มแรกคือผู้ป่วยที่อาจจะมีปัญหาเรื่องของการสบฟันรุนแรงจริงๆ เช่นกัดฟันแล้วฟันหน้าไม่สบกัน หรือฟันหลังไม่สบกันเลย คือหน้าเบี้ยวไป คนกลุ่มนี้จะมีความทุกข์ทรมานจากการบดเคี้ยวอาหารไม่ได้ และจะเป็นโรคทางเดินอาหาร เพราะอาหารยังไม่ทันถูกบดเคี้ยวให้เป็นชิ้นเล็กก็ลงไปในกระเพาะเลย คนไข้กลุ่มนี้ถ้าจัดฟัน หรือทำการจัดฟันร่วมกับการรักษาสาขาอื่นไปด้วย จะได้ประโยชน์และได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนรูปลักษณ์ความสวยงามก็จะเป็นผลตามมา

- อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มที่เราเห็นกันทั่วไป คือผู้ป่วยที่ไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์ของตัวเองไม่ว่าจะเป็นการเรียงตัวของฟัน หรือว่ารูปหน้า เราสามารถแบ่งการสบฟันของกลุ่มนี้ได้เป็นอีกแบบ ถ้าจะจัดก็ทำได้ แต่ถ้าไม่จัดก็ไม่เป็นผลอะไร เช่นฟันซ้อนเก ฟันยื่น ฟันห่าง หรือว่า สบกระแทกเป็นบางซี่ ซึ่งหมายถึง การเรียงตัวไม่ดี ทำให้เมื่อกัดหรือกระทบ แทนที่ฟันทุกซี่จะเฉลี่ยแรงเคี้ยว จะมีบางซี่ที่กระแทกก่อน ซึ่งทำให้ฟันซี่นั้นไม่แข็งแรง ส่วนเรื่องของฟันเกนั้น ถ้าคนไข้มั่นใจว่าเราสามารถทำความสะอาดได้ดีอยู่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องจัด ยกเว้นว่าคุณหมอสาขาอื่นเช่นหมอโรคเหงือก หรือคุณหมอที่ทำเกี่ยวกับการบุรณะฟัน อุดฟัน รักษารากฟัน หรือไม่สามารถรักษาให้ได้เพราะฟันเบียดหรือซ้อนกันเกินไป คนไข้อาจจะถูกส่งมาให้จัดฟันได้

แต่ในการจัดฟัน ก็อาจจะมีเรื่องอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวกับฟันโดยตรงด้วย ตัวอย่างเช่น เด็กบางรายที่ยังอยู่ในวัยรุ่น ถ้าหากตรวจพบว่า เขามีโครงสร้างกะโหลกศีรษะที่ผิดสัดส่วน เช่นขากรรไกรล่างหรือบนโตผิดปกติ หรืออยู่ในตำแหน่งที่ผิดปกติ เช่น มาข้างหน้าหรือถอยไปข้างหลังมากเกินไป ทันตแพทย์จัดฟัน จะสามารถช่วยจัดกระดูกก่อนได้ถ้ายังไม่ถึงวัยที่พ้นการเจริญเติบโตเต็มที่ เราสามารถใส่เครื่องมือบางอย่าง เพื่อบังคับหรือควบคุมทิศทางการเจริญของขากรรไกร เพื่อเมื่อเด็กคนนี้โตเป็นผู้ใหญ่ เขาจะมีการสบฟันผิดปกติที่เบาลง หรืออาจจะไม่จำเป็นต้องจัดฟันในอนาคตเลยก็ได้

ประเภทของการจัดฟัน

การจัดฟันมี 2 แบบใหญ่ๆ คือเครื่องมือชนิดติดแน่นในปาก และเครื่องมือแบบถอดได้ เครื่องมือแบบถอดได้ คือเครื่องมือที่คนไข้สามารถถอดหรือใส่ด้วยตัวเองได้ ซึ่งมีอยู่หลายชนิดมาก
- โดยหลักๆ เราจะเห็นเรื่องมือที่เหมือนรีเทนเนอร์ ที่เป็นพลาสติกใสคล้ายกับฟันปลอม รีเทนเนอร์เป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่จะคอยช่วยพยุงฟันไม่ให้ฟันที่จัดเอา ไว้ดีแล้วเปลี่ยนตำแหน่ง แต่เมื่อเราเติมสปริงบางตัวเข้าไปในรีเทนเนอร์ มันจะกลายเป็นเครื่องมือจัดฟัน เพราะสปริงดังกล่าว จะมีแรงในการเคลื่อนฟัน เหมาะสำหรับฟันที่ไม่เป็นอะไรมาก และคนไข้ที่ไม่อยากมีเหล็กอยู่เต็มปาก

- เครื่องมืออีกอย่างหนึ่ง เป็นเครื่องมือที่เราสามารถออกแบบส่วนประกอบได้ ให้มีแรงยืดกล้ามเนื้อ หรือกดกระดูกร่วมด้วย เพื่อให้สามารถควบคุมการเจริญของกระดูกได้ ใช้สำหรับกลุ่มคนไข้ที่ยังอยู่ในวัยที่ยังไม่โตเต็มที่และมีความผิดปกติใน เรื่องของโครงสร้างกะโหลกศีรษะและใบหน้า อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้น เครื่องมือประเภทนี้ ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือที่ถอดได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากว่า เราต้องการให้เครื่องมืออยู่ในปากแค่วันละ 8 ชั่วโมง ถ้ามากกว่านั้นอาจจะเป็นผลเสีย หรือไม่จำเป็นก็ได้
- อีกแบบหนึ่ง คือลักษณะของพลาสติกใส ครอบลงไปบนฟันทั้งหมด เรียกกันว่า clear aligner หรือตัวเรียงฟันแบบใส เหมาะสำหรับอาชีพที่ไม่สามารถใหคนอืนเห็นได้ว่าจัดฟันเช่น ดารา นักแสดง หรือพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

แต่เครื่องมือจัดฟันแบบถอดได้ มีข้อจำกัดอยู่เยอะ เพราะจะสามารถเคลื่อนฟันได้เพียงไม่กี่ทิศทาง คือหน้าหลังและซ้ายขวา รวมถึงเคลื่อนได้เฉพาะตัวฟันที่โผล่พ้นเหงือก ส่วนของรากจะไม่เคลื่อนที่ ซึ่งจะมีผลต่อความคงที่ของตำแหน่งฟันหลังการจัดฟัน ดังนั้นแล้ว หากการสบฟันของคนไข้ค่อนข้างรุนแรง ก็จะไม่สามารถใช้เครื่องมือแบบถอดได้ในการรักษาได้

ข้อดีของเครื่องมือแบบถอดได้ คือการทำความสะอาดได้ง่าย เพราะแค่ถอดออกก็แปรงฟันได้ และทำความสะอาดเครื่องมือได้ง่ายกว่า แต่ข้อเสีย นับว่าเป็นข้อใหญ่ นั่นคือการร่วมมือของคนไข้เป็นหลัก เพราะถ้าไม่ใส่ก็ไม่มีประโยชน์ ส่วนใหญ่การรักษาจะล้มเหลวถ้าคนไข้ไม่ให้การร่วมมือ

เครื่องมือแบบติดแน่น เป็นเครื่องมือที่คนไข้ไม่สามารถถอดออกเองได้

- เครื่องมือแบบโลหะ เราจะเห็นได้ทั่วๆไป ที่เป็นโลหะติดอยู่ที่ฟันของคนไข้ เรียกกันว่าเหล็กจัดฟัน (ทางทันตแพทย์เรียกว่า Brackets หรือทั่วไปเรียกกันว่า Braces) เครื่องมือชนิดนี้นับว่ามีประสิทธิภาพสูง มักจะเป็นทางเลือกแรกของทันตแพทย์จัดฟัน เนื่องจากสามารถเคลื่อนฟันได้ครบทุกทิศทาง และเคลื่อนรากฟันได้ด้วย แต่ข้อเสียของเครื่องมือประเภทนี้คือ มองเห็นได้ชัดเจนว่าเราจัดฟันอยู่ และทำความสะอาดยากขึ้น ทำให้หมอต้องมั่นใจก่อนว่าคนไข้จะทำความสะอาดฟันได้ดี และมีอนามัยช่องปากที่สะอาดสมบูรณ์ ก่อนที่จะติดเครื่องมือชนิดนี้

- เครื่องมือที่เป็น Brackets สีเดียวกับฟัน ทำจากเซรามิค หรือพลาสติก เราจะได้เรื่องความสวยงาม จะทำให้เห็นได้ยากขึ้นว่าจัดฟัน เพราะเป็นสีเดียวกับฟัน แต่ก็จะยังเห็นลวดที่พาดอยู่บนฟันอยู่ (ปัจจุบันเริ่มมีการผลิตลวดจัดฟันที่เคลือบสารที่มีสีเหมือนฟันเอาไว้ เพื่ออำพรางสีของโลหะ แต่ยังมีราคาที่แพงมากและยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพการเคลื่อนฟัน น้อยของลวดประเภทนี้น้อย) เครื่องมือประเภทนี้ ข้อดีคือสวยกว่า การเคลื่อนฟันจะทำได้ครบทุกทิศทางแบบเดียวกับเหล็กจัดฟัน แต่ว่าจะจัดเสร็จช้ากว่า เพราะจะมีความฝืดสูง ทำให้เคลื่อนฟันได้ช้ากว่า

- เครื่องมือที่ติดแน่นอยู่ด้านใน เรียกกันว่า เครื่องมือจัดฟันติดแน่นด้านลิ้น มีข้อดีเหมือนการจัดฟันแบบติดแน่นทุกประการ แต่ต้องให้หมอจัดฟันที่ทำ มีทักษะการอบรมมาด้วย เพราะค่อนข้างทำยากกว่าแบบปกติ และทำความสะอาดยากกว่าแบบที่ติดด้านนอก เพราะคนไข้จะไม่เห็นเศษอาหารทีติดฟัน การจัดฟันแบบนี้จะตอบโจทย์คนไข้กลุ่มที่ต้องการจัดฟันแบบ clear aligner แต่มีการสบฟันผิดปกติเกินกว่าเครื่องมือปกติจะรักษาได้

ข้อเสียของการจัดฟัน

ก่อนจะจัดฟัน เราควรจะพิจารณาก่อนที่จะรับการรักษา เพราะนอกจากจะทำให้ฟันสวยงามแล้ว การจัดฟันก็ยังมีข้อเสียอยู่ด้วย อย่างแรกคือ โอกาสที่จะเกิดฟันผุและเหงือกอักเสบจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเศษอาหารจะเข้าไปติดได้เพิ่มขึ้น คนไข้ต้องมีการดูแลช่องปากที่ดี ใส่ใจทำความสะอาดอย่างดี เรื่องที่สองคือ รากฟัน รากฟันจะละลายตัวได้เล็กน้อยหากเราไปทำการเคลื่อนฟัน ซึ่งถือว่าเป็นผลข้างเคียงที่พบอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นการละลายเล็กน้อย อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ไม่มีผลต่อความแข็งแรงของฟัน แต่ฟันคนไข้บางรายที่ได้รับอุบัติเหตุมา เช่นหกล้ม แล้วฟันตาย ต้องรักษารากฟัน หรือฟันเคยผุ จนทะลุแล้วต้องรักษารากฟัน ฟันพวกนี้จะละลายและมีโอกาสเสี่ยงจะละลายสูงกว่าปกติ หากละลายเร็ว หรือมากจนรากฟันกุดไปมาก อาจจะต้องพักฟันซี่นั้นไม่ให้ได้รับแรงกระทำซักระยะก่อนจะจัดต่อ

ต้องจำไว้เสมอว่าคนที่สำคัญที่สุดในการ จัดฟันคือคนไข้ ไม่ใช่หมอ เพราะคนไข้ต้องเอาทุกสิ่งทุกอย่างกลับไปดูแลด้วยตัวเอง และในบางขั้นตอน หมอจะต้องให้คนเกี่ยวยางด้วยตัวเอง เครื่องมือแบบถอดได้ก็ต้องใส่และถอดด้วยตัวเอง ดังนั้น หากคนไข้ไม่ให้ความร่วมมือ ฟันก็จะไม่เข้าที่ตามที่เราต้องการ การรักษาก็จะล้มเหลว สูญเสียเงินและเวลาไปอย่างน่าเสียดาย

ความเชื่อเรื่องดัดฟันแล้วหน้าเปลี่ยน

เรื่องหน้าเปลี่ยนเราจะแยกได้สองประเด็น เพราะใบหน้าของคนเราจะมองเห็นได้ทั้งด้านตรง และด้านข้าง

ใบหน้าด้านตรง ภาวะที่หน้าเรียวจากการจัดฟัน ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนไข้ทุกราย และไม่ได้เกิดขึ้นอย่างถาวร เนื่องจากว่า ปกติ คนเราที่ใบหน้าดูกาง อาจจะเป็นเพราะกล้ามเนื้อบดเคี้ยวคู่หนึ่งที่อยู่ข้างแก้ม เวลาที่คนไข้เคี้ยวอาหารเป็นปกติ กล้ามเนื้อคู่นี้ก็จะทำงานและมีขนาดที่ปกติ แต่เวลาที่จัดฟัน บางครั้งเวลาที่ฟันเคลื่อนไปมา ทำให้จุดสบฟันเปลี่ยนแล้วเคี้ยวลำบากขึ้น เมื่อเคี้ยวลำบากขึ้น กล้ามเนื้อจะทำงานน้อยลงโดยอัตโนมัติ เมื่อกล้ามเนื้อคนเราทำงานน้อย ขนาดจะเล็ก และฝ่อลีบลงเมื่อคนมองหน้าก็จะเห็นว่าเรียวลง แต่เมื่อถอดเครื่องมือจัดฟันออก ฟันสบได้ดีแล้ว คนไข้จะเคี้ยวอาหารได้เช่นเดิม กล้ามเนื้อก็จะกลับมามีขนาดเท่าเดิม อีกประการหนึ่งที่ทำให้ใบหน้าดูเล็กลงคือ บางครั้งคนไข้มาจัดฟันในช่วงที่เป็นรอยต่อของอายุ ช่วงที่เป็นวัยรุ่นไปเป็นวัยผู้ใหญ่ เวลาคนเราโตขึ้น ไขมันบางส่วนที่อยู่ตรงใต้แก้ม จะน้อยลงอยู่แล้ว เป็นการบังเอิญที่เกิดขึ้นพร้อมกับการจัดฟันพอดี เลยทำให้คิดกันว่าการจัดฟันทำให้หน้าเรียวลง สาเหตุสุดท้าย คือขากรรไกรคนเรา มีลักษณะเป็นบานพับที่ข้างหลังแคบ ข้างหน้ากว้าง ข้างหลังจะเป็นที่ของฟันกราม บางครั้ง บางขั้นตอนลวดจัดฟันจะทำให้ฟันกรามถูกยกตัวขึ้น และเหมือนมีอะไรไปค้ำอยู่ตรงบานพับ ฟันหน้าจะเปิดออกเล็กน้อย จะดูเหมือนคางยาวขึ้น ทำให้คิดว่าหน้าเรียวขึ้น แต่เมื่อเราปรับระดับการสบฟันเสร็จเรียบร้อย ฟันทุกซี่จะเท่ากันหมด ใบหน้าก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

ใบหน้าด้านข้าง จะเปลี่ยนจริงๆจากการจัดฟัน ในคนเอเชีย เวลาเราหันข้าง จะพบว่าริมฝีปากเราอูมออกมา ต่างจากฝรั่งที่มีมุมที่จมูกด้านข้างทำกับริมฝีปากจะแฟบค่อนข้างเป็นมุมฉาก ซึ่งเป็นเรื่องของเชื้อชาติ เมื่อเวลาจัดฟัน จะต้องมีการถอนฟัน ให้มีช่องที่จะดึงฟันหน้าเข้าไปด้านหลัง เวลาที่จัดฟันอยู่หรือจัดเสร็จแล้ว ฟันหน้าที่ยืนจะถูกดึงเข้าไป ทำให้เวลามองใบหน้าด้านข้างจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และจะเป็นการเปลี่ยนแปลงถาวร เพราะริมฝีปากที่อูม เป็นเพราะฟันหน้าที่ยื่น พอเราดึงฟันเข้ามา ริมฝีปากก็จะแฟบลง แต่ว่า แต่การดึงฟันเข้าไปก็มีหลายปัจจัยที่ต้องดู เช่นบางคนโหนกแก้มสูง ถ้าหมอดึงฟันหน้าเข้าไปมาก โหนกแก้มก็จะยิ่งูเด่นชัดมากขึ้น ใบหน้าจะไม่สวยงามตามค่านิยม

อีกคำถามที่พบบ่อยคือ อยากจมูกโด่งจากการจัดฟัน ซึ่งเป็นเรื่องของภาพลวงตา เช่น พอเราดึงฟันหน้าเข้าไปแล้วบริเวณปากแฟบลง เมื่อเรามองจากด้านหน้าที่เห็นริมฝีปากแฟบลงไป จะเห็นเหมือนจมูกเด่นขึ้น รวมทั้งคางด้วย เมื่อฟันหน้าล่างยุบเข้าไป คางก็จะดูยาวขึ้นอัตโนมัติ ในคนไข้ที่จมูกโด่งอยู่แล้ว ไม่เหมาะที่จะดึงฟันหน้าเข้าไป เราอาจะเลือกทางอื่น เช่นตะไบฟันหน้า แล้วค่อยใช้ช่องว่างรวบฟันเข้าไป ซึ่งจะไม่ต้องดึงเข้าไปมากจนใบหน้าส่วนล่่างดูแบน และดูแก่กว่าวัยที่เป็นจริง จะเหมาะกับใบหน้ามากกว่า




 

 

 
 

  Copy Right © Prince of Smile Dental Clinic
  All rights reserved.

  คลินิกทันตกรรม Prince of Smile
  เปิดทุกวัน 9.00-20.00 น.
  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายได้ที่เบอร์ 0-2884-7955 , 085-682-7955                           
  คลินิก ตั้งอยู่ติดกับห้างเซ็นทรัลปิ่นเกล้า   







     

บริการทันตกรรมและค่ารักษา  |  โปรโมชั่น  |  จัดฟัน  |  ทำเนียบทันตแพทย์   
สาระน่ารู้  |  กระดานสนทนา  |  คำถามที่พบบ่อย